การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2024/25 ของ ลิเวอร์พูล ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของเกียรติยศและความสำเร็จเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของ เม็ดเงินมหาศาล ที่อาจตามมา หากพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้อีกครั้ง มีรายงานว่าบริษัทผู้ผลิตชุดแข่ง ไนกี้ (Nike) ลิเวอร์พูล เตรียมรับโบนัสก้อนโต ให้กับ “หงส์แดง” หากพวกเขาสามารถจบฤดูกาลด้วยการเป็นอันดับหนึ่งของลีก
ข้อตกลงระหว่างลิเวอร์พูลและไนกี้ ซึ่งเริ่มต้นในปี 2020 ถือเป็นหนึ่งในดีลผู้สนับสนุนเสื้อแข่งที่ใหญ่ที่สุดในวงการฟุตบอล และหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของสัญญาฉบับนี้ก็คือ โบนัสพิเศษ หากทีมสามารถคว้าแชมป์รายการสำคัญ เช่น พรีเมียร์ลีก หรือยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ซึ่งหมายความว่า หากลิเวอร์พูลทำได้สำเร็จในฤดูกาลนี้ พวกเขาจะได้รับเงินก้อนโตเพิ่มเติมจากไนกี้ นอกเหนือจากรายได้ปกติที่ได้รับจากข้อตกลงนี้

ลิเวอร์พูล เตรียมรับโบนัสก้อนโต จากไนกี้ หากคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้
ย้อนกลับไปในปี 2020 ลิเวอร์พูลตัดสินใจเปลี่ยนผู้สนับสนุนชุดแข่งจาก New Balance มาเป็น Nike ภายใต้ข้อตกลงระยะยาวที่มีมูลค่าสูง ดีลนี้แตกต่างจากข้อตกลงแบบดั้งเดิมที่สโมสรเคยมีมา โดยลิเวอร์พูลไม่ได้รับค่าตอบแทนแบบคงที่จำนวนมากเหมือนดีลอื่น ๆ แต่เลือกโครงสร้างสัญญาแบบที่ไนกี้จะจ่ายเงิน ส่วนแบ่งจากยอดขายเสื้อแข่งและสินค้าเกี่ยวกับสโมสร
เงื่อนไขหลักในสัญญาประกอบด้วย
✅ ค่าตอบแทนพื้นฐาน ประมาณ 30 ล้านปอนด์ต่อปี
✅ ส่วนแบ่งจากยอดขายสินค้า ที่ไนกี้ผลิต ซึ่งคาดว่าสามารถทำเงินให้ลิเวอร์พูลได้มากกว่า 70 ล้านปอนด์ต่อปี
✅ โบนัสพิเศษ หากทีมประสบความสำเร็จในรายการใหญ่ เช่น พรีเมียร์ลีก และแชมเปียนส์ลีก
ในกรณีของฤดูกาล 2024/25 หากลิเวอร์พูลสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ มีรายงานว่าไนกี้จะต้องจ่ายโบนัสก้อนโตเพิ่มเติมให้สโมสร ซึ่งคาดว่าอาจสูงถึง 10-15 ล้านปอนด์ (ประมาณ 450-700 ล้านบาท) ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สามารถนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างสโมสรหรือเสริมทัพนักเตะในฤดูกาลถัดไป
ลิเวอร์พูลมีโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแค่ไหน?
หลังจากการเปลี่ยนแปลงของทีมในช่วงซัมเมอร์ โดยเฉพาะการเสริมทัพและการเปลี่ยนแปลงในทีมงานโค้ช ลิเวอร์พูลกำลังเป็นหนึ่งในทีมที่มีโอกาสลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ ภายใต้การนำของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทีมกลับมาเล่นฟุตบอลเกมรุกที่ดุดันและมีสไตล์การเล่นที่แข็งแกร่ง
ปัจจัยสำคัญที่อาจช่วยให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์
🔴 ฟอร์มของนักเตะหลัก – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค, และเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เป็นกำลังสำคัญของทีม
🔴 ดาวรุ่งพุ่งแรง – ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์, โดมินิก โซบอสไล และเคอร์ติส โจนส์ ต่างก็มีพัฒนาการที่ดีและอาจเป็นตัวแปรสำคัญ
🔴 แผนการเล่นที่พัฒนาแล้ว – ลิเวอร์พูลมีการปรับปรุงแท็กติกส์ที่ช่วยให้พวกเขามีเกมรุกที่ดุดันและเกมรับที่แข็งแกร่งขึ้น
🔴 การแข่งขันของทีมคู่แข่ง – แม้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และอาร์เซนอลจะเป็นคู่แข่งสำคัญ แต่ลิเวอร์พูลมีศักยภาพเพียงพอที่จะแข่งขันจนถึงโค้งสุดท้าย

หากคว้าแชมป์ได้ ลิเวอร์พูลจะได้อะไรบ้าง?
การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไม่ใช่แค่เรื่องของเกียรติยศ แต่ยังหมายถึงเม็ดเงินจำนวนมากที่สโมสรจะได้รับ โดยเฉพาะจาก ไนกี้ และแหล่งรายได้อื่น ๆ
1. รายได้จากไนกี้
✔️ โบนัสพิเศษจากไนกี้ (ประมาณ 10-15 ล้านปอนด์)
✔️ ยอดขายเสื้อแข่งที่พุ่งสูงขึ้น – หากลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ เสื้อแข่งและสินค้าต่าง ๆ ของไนกี้ที่เกี่ยวข้องกับสโมสรจะขายดีขึ้นอย่างมหาศาล
2. รายได้จากพรีเมียร์ลีกและสปอนเซอร์อื่น ๆ
✔️ เงินรางวัลจากพรีเมียร์ลีก – คาดว่าจะอยู่ที่ 150-170 ล้านปอนด์
✔️ ค่าสปอนเซอร์ที่เพิ่มขึ้น – แบรนด์อื่น ๆ อาจยินดีเพิ่มข้อตกลงสนับสนุนทีมมากขึ้น
✔️ รายได้จากสิทธิ์ถ่ายทอดสด – หากทีมมีผลงานดีขึ้น การถ่ายทอดสดการแข่งขันของลิเวอร์พูลจะได้รับความสนใจจากทั่วโลก
3. ผลกระทบต่อการเสริมทัพและอนาคตของทีม
✔️ ดึงดูดนักเตะระดับโลก – หากลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก นักเตะระดับซูเปอร์สตาร์จะมีความสนใจย้ายมาร่วมทีมมากขึ้น
✔️ ขยายฐานแฟนบอลทั่วโลก – แชมป์ลีกจะช่วยให้ลิเวอร์พูลได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และสร้างแฟนบอลรุ่นใหม่
✔️ เงินทุนสำหรับการพัฒนาทีม – รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้สโมสรมีงบประมาณสำหรับการเสริมทัพนักเตะใหม่ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสโมสร
บทสรุป
การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไม่ใช่แค่เรื่องของเกียรติยศและประวัติศาสตร์สำหรับลิเวอร์พูลเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสทองทางด้านการเงิน ซึ่งรวมถึง โบนัสก้อนโตจากไนกี้ ที่อาจสูงถึง 10-15 ล้านปอนด์ โดยไนกี้หวังว่าหากลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ ยอดขายเสื้อแข่งและสินค้าต่าง ๆ ของสโมสรจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ในฤดูกาล 2024/25 ลิเวอร์พูลมีโอกาสสูงที่จะลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก หากทีมสามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม และแข่งขันกับทีมคู่แข่งอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ อาร์เซนอล ได้อย่างสูสี
credit : ufabet
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *